politics

แนวคิดที่ตรงใจ

posted on 21 Aug 2009 17:38 by thaina in Economics, Philosophy, Politics

ไม่ว่า SMEs OTOP แต่สิ่งที่พวกคุณคุ้นเคยยกตัวอย่างเรื่องไวน์
คุณคุ้นเคยกับการที่ทักษิณทำให้มีไวน์ออกมา 500 ยี่ห้อ แต่ผ่านไป 5 เดือนเหลืออยู่ 5 ยี่ห้อ
"แม่ง! นโยบายนี้เลว"
เฮ้ย! คุณวิปริตว่ะ ถ้าเกิดคุณสรุปอย่างนี้
อันนี้คือปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาสังคม ปริมาณไปสู่คุณภาพ ที่สุดตลาดจะเลือกคุณภาพ

/*
สะใจกับพวกที่ออกมาด่า OTOP ว่า ล้มเหลวเพราะสุดท้ายมีไวน์ OTOP ขายได้แค่ไม่ถึง 5 ยี่ห้อ มันเป็นการวิจารณ์ที่งมโข่งจริงๆ
*/

                                                                                                       

ผมมองว่าภาววิสัยทางโลก เราต้องส่งเสริมให้แปรรูปทุกอย่างเข้าตลาดให้หมด
โดยระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือทรัพย์ในดินสินในน้ำ ทุกคนที่เกิดในอาณาเขตของเมืองไทย ทันที่ที่ลืมตาดูโลกแล้วแจ้งเกิด มีรายชื่ออยู่ในสำมะโนประชากร จะต้องมีหุ้นส่วนในวิสาหกิจนั้น

/*
ผมเห็นว่าแนวคิดนี้เป็นแนวคิดสังคมนิยมที่เล่นด้วยกลไกทุนนิยม เป็นการหาทางใช้ระบบ เพื่อทำอุดมคติให้เป็นจริง

ไม่ใช่การหาทางต่อต้านความเจริญ แล้วผลิตอุดมการณ์ วาดฝันว่า ถ้าคนอื่นทุกๆคนคิดตามเรา โลกนี้จะเป็นสวรรค์ น่าอยู่ มันเป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม และมันสุ่มเสี่ยงต่อการยึดมั่นถือมั่นด้วยอีโก้ เพราะมันไม่มีระบบที่ชัดเจนรองรับ

การ จะเข้าถึงเป้ามหายใดๆเพื่อส่วนรวม มันจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ชัดเจน ผมหวังว่าเหล่านักสังคมนิยมน่าจะผลิต "แนวคิด" ในการสร้างเครื่องมือที่ดีกว่าการสั่งให้เปลี่ยนแนวคิดของคนในสังคม เป็นเครื่องมือที่เป็นรูปธรรมมากกว่า เช่นวิธีการนี้ที่เขาบอกมา
*/
 

                                                                                                        

ความพอเพียงก็เป็นความลวง ในขณะที่ภววิสัยทางโลกเป็นทุนนิยม เป็นคลื่นกระแสที่เชี่ยวกราก
คุณต้องทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือ คุณต้องพอเพียงในรสนิยมณควรจะมีมือถือในยี่ห้อที่ไม่ต้องใช้เน็ตได้ถ้าคุณเป็นชาวนา หรือว่าบางเงื่อนไขคุณไม่จำเป็นต้องใช้
ทุกอย่างต้องพอเพียงในรสนิยม แต่ในการทำมาหากินต้องสอดรับกับภววิสัยทางโลก

//อันนี้ก็รู้สึกสะใจอีกเช่นกัน กับการที่มีพวกมั่วๆออกมาบิดเบือนพอเพียงไปจนกู่ไม่กลับ 

                                                                                                       

เงินทองของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง ใช้ไม่ได้กับภววิสัยปัจจุบัน...
...คุณไม่มีต้นข่อยมาสีฟัน คุณต้องจ่ายเงินซื้อเดนทิสเต้ ใกล้ชิด ซอลท์ หรืออะไรก็แล้วแต่
แต่พวกคุณก็ถูกชี้นำแบบนี้ แม้แต่กับวงการวรรณกรรมก็ตาม

จะยกตัวอย่างเรื่องสั้นของคุณ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่คุณศุ บุญเลี้ยง วิจารณ์คุณกนกพงศ์ 3 ปีแล้วมั้ง ผมจำไม่ได้ ที่แพ่งนรา เนื้อเรื่องคือ คุณยายคนหนึ่งอยู่กับบ้านทำการเกษตร
หักของเก็บผลผลิตทางการเกษตรมาขายหน้าบ้านโดยไม่เอากำไร
การชี้นำอย่างนี้เป็นปัญหา อันตรายกับประชาชน ราษฎร พลเมืองอย่างที่สุด

สมมติว่าคุณยายอยู่พื้นที่ๆ หนึ่งไม่ได้ปลูกหมากเอง ไม่ได้ปลูกพลูเอง คุณยายต้องมีกำไรไหม
คุณมองง่ายๆว่า เมืองไทยมันอุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากดิน
แล้วคุณเด็ดจากดินไปขาย 2-3 บาทก็ได้กำไรแล้ว
มันไม่ใช่ไง คุณต้องอย่าส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่
เพราะมันมีบางคนที่จะเหมาผักของคุณยายหมดในเงิน 99 บาท ยังไม่ถึง 100 เลย...
...ผักบุ้งกำละ 5 บาท ผักบุ้งมันเอาของคุณยายมาทั้งหมด 10 บาท แต่มันเอามาขายได้ 30บาท
ที่สุดคุณต้องทำให้สังคมดำเนินวิถีชีวิตสอดรับกับกลไกการตลาดที่เป็นจริง
ไม่ใช่ส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบ

                                                                                                        

ไอ้ม็อตโต้ ที่บอกว่า จงอย่าเอาปลาไปให้ประชาชน แต่จงสอนประชาชนให้จับปลา
มันเป็นวาทกรรมที่ใช้ไม่ได้กับเมืองไทย
เพราะอะไรรู้หรือเปล่า มันเป็นม็อตโต้ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ
มาจากสังคมที่ไม่มีความสมบูรณ์ในเรื่องทรัพยากร ไม่มีความสมบูรณ์ในภูมิประเทศ

ปัญหาของเราคือ คุณไม่ต้องสอนประชาชนจับปลาหรอก ประชาชนทำมาหากินได้
เขาขาดแค่ปัจจัยบางอย่าง ที่ช่วงสังคมพัฒนาการมาเป็นสังคมสมัยใหม่ หรือสังคมนิคส์...

...ปัญหาของเราที่แท้จริงไม่ใช่ประชาชนจับปลาไม่เป็น
แต่คือการที่มีโจรช่วงชิงปลาของประชาชนไปตลอดเวลา
ทุกวันนี้ประชาชนได้กินปลาแค่ 2 ตัว แต่อีก 8 ตัวมันถูกชิงไปไม่ว่าโดยอำนาจรัฐ จากชนชั้นสูง หรือกระบวนการบ้านเมือง อะไรก็ตามแต่ ตรงนี้สำคัญ

/*
สะใจตรงที่ ได้รู้ว่าจริงๆคนต้นคิดไม่ใช่คนไทย แต่คนบางกลุ่มชอบเอามาบอกว่าเป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมเหมาะสมกับประเทศไทยมาก เหมือนเราเป็นต้นคิด
ผมคิดแบบนี้มานานแล้ว คนไทยไม่ได้โง่ คนไทยจับปลาเป็นอยู่แล้ว และฉลาดเรื่องจับปลามากกว่ารัฐบาลมาก จะให้รัฐบาลไปสอนให้คนที่จับปลาทุกวัน ก็เหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็นไปสอนจรเข้ให้ว่ายน้ำ ประชาชนแค่
ไม่ มีแหดีๆ ที่จะใช้จับปลา สิ่งที่รัฐบาลทักษิณทำ คือให้ประชาชนซื้อแหจับปลา แต่หอกหักบางตัวออกมาโจมตีว่าทักษิณเอาแต่ให้ปลา ทำให้ประชาชนเป็นง่อย แล้วก็ยังมีคนหลงเชื่ออีก

แต่ที่ผมพึ่งคิดได้จากอันนี้คือ ปัญหาอีกอย่างคือ ประชาชนจับปลาได้ แต่ไม่รู้จะจัดการกับปลาที่จับยังไง ประชาชนปลูกข้าวได้เป็นล้านๆตัน พอกินทั้งประเทศ แต่ขายไม่ได้ราคา เราต้องแก้ระบบตรงนี้ ที่ผ่านมาเราคิดผิดทาง คิดว่าต้องสอนประชาชนจับปลา แล้วก็ประนามทักษิณว่าทำให้ประชาชนโง่
เป็นความงมโข่งอีกแล้ว
*/

                                                                                                        

ทศชาติชากดกเรื่องมโหสถมันเหมือนกับรัฐสมัยใหม่เปี๊ยบเลย
เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นรัฐที่นิติรัฐแข็งแรง คนให้ความนิยมกับกษัตริย์อย่างจริงจัง
เพราะล้มล้างการกดขี่ ประชาชนเข้าถึงทรัพยากร
ใครก็แล้วแต่ถ้าต้องการเป็นที่นิยมของประชาชนในระดับสูงสุด
ต้องทำให้ความทุกข์ของประชาชนในเรื่องกายภาพนั้นมีน้อยที่สุด

/*
นี่คือสาเหตุที่ผมรักในหลวง เพราะท่านทรงเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องนี้ ท่านทำเพื่อราษฎร ผมไม่คิดจะสนใจว่าท่านมีเจตนาจริงๆอย่างไร แต่ท่านทำให้ราษฎรทุกข์น้อยลง นั่นคือการปกครองที่ดี

ผมไม่สนเช่นกันว่านักการเมืองคนไหนจะทำเพื่อประชาชนด้วยเจตนาอะไร แต่ใครที่ทำให้ประชาชนมีความทุกข์ทางกายภาพน้อยลง มีเงินมากขึ้น มีโอกาสมากขึ้น มีสาธารณูปโภคที่มีประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น(ไม่ใช่ตู้น้ำพลังแสงอาทิตย์ ที่ไม่รู้ทำให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้น พอเพียงขึ้น ที่ตรงไหน)
นั่นคือการกระทำที่จงรักภักดี เป็นการช่วยเหลือในหลวง

ไม่เหมือนพวกรักในหลวงแต่ปาก ใจจริงคือเอาในหลวงมาเชิดชูตัวเอง คุ้มฟ้าคุ้มฝน แล้วก็สูบผลประโยชน์จากวาทกรรมรักในหลวง ทำตัวเหมือนเหลือบไรแล้วทำให้ในหลวงชื่อเสียงตกต่ำลง ไม่เคยทำตามพระราชดำรัสของในหลวง แต่ชอบเอามาบิดเบือน เอาตัวเองไปผูกกับในหลวง แล้วโจมตีฝ่ายตรงข้าม
ผมไม่สามารถเรียกการกระทำแบบนี้ว่าจงรักภักดีได้แน่ๆ
*/

                                                                                                        

ทั้งหมดนี้มาจาก : สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที : (2) ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า

ผมไม่ได้เข้าประชาไทมานานแล้ว เพราะเบื่อเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงที่มาด่ากันแบบไม่ใช้เหตุผล แต่บทความดีๆก็ยังมีออกมาเสมอ

                                                                                                      

ป.ล. สิบสามความเห็นสุดจะเกรียน(โดยคนๆเดียว)ที่เกิดจากการแทบจะไม่ได้อ่าน แต่ออกมาเกรียนใส่ศัตรูและพาดพิงเว็บอื่นตามภาวะวิสัยไร้สมอง ได้ใช้สิทธิ์เจ้าของบล็อกลบทิ้งไปจนหมดแล้ว

หากต้องการตอบจริงๆ ขอความกรุณาอย่าใช้ความเกรียน พูดกันดีๆอย่างมีวุฒิภาวะ

ป.ล.2 สิ่งที่สำรอกออกมากว่าครึ่ง เข้าใจไปตรงข้ามกับที่เขียนเลย มันสักแต่อ่านชัดๆ

ป.ล.3 และไอ้การที่ยกเอาข้อความหมิ่นเบื้องสูงมาพูด แล้วโจมตีว่า "ไอ้นั่นมันพูดแบบนี้" มันปัญญาอ่อนสิ้นดี เพราะมันกลายเป็นว่าตัวเองพูดออกมาเอง

ป.ล.4 ไอ้ชู้เอ๊ย สำเหนียกซะมั่ง 13 รีไพลที่เอ็งสำรอกมา มันไม่ใช่ความเห็นต่าง แต่มันคือการเกรียน