Philosophy

สืบเนื่องจาก เอนทรี่ไก่กะทิ ที่ติดฮอตโพสท์ไปเมื่อวาน

จริงๆแล้วมีการร้องเรียกถึงสิทธิของสัตว์มาตลอดหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแมวน้ำ หมาป่า ปลาวาฬ หรือแม้แต่ตัวมิงค์

ข้ออ้างร้อยแปดพันเก้าที่จะอ้างได้ ตั้งแต่ความประเสริฐของมนุษย์ การรู้ผิดชอบชั่วดี การไม่ป่าเถื่อน การทรมาณสัตว์

----------

ถ้าให้ผมพูด

ผมเองก็ไม่ชอบ ที่มีการล่าสัตว์เพื่อจุดประสงค์ที่ไม่จำเป็น ที่มีการทรมาณสัตว์ก่อนจะฆ่ากินเพื่อจุดประสงค์ที่ไม่จำเป็น

แต่ผมเองก็ต้องยอมรับ ว่าผมพึ่งกินเนื้อไก่ไปเป็นมื้อกลางวัน กินเนื้อหมูไปเป็นมื้อเย็น

ผมไม่สามารถจะชี้หน้าด่าใครได้ว่า ใครเป็นคนเลว เพราะฆ่าสัตว์โดยไม่จำเป็น เพื่อเป้าประสงค์ของตัวเอง
หรือถ้าพูดให้ถูก ผมต้องด่าตัวเองว่าเลวเป็นคนแรก

ผมไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องกินเนื้อ เพื่อนผมกินเจเป็นข้าวเที่ยงทุกวัน แล้วมันก็อยู่ได้
มีคนที่กินเจทุกวัน แล้วพวกเขาก็อยู่ได้
มีคนที่ไม่ต้องกินเนื้อตลอดชีวิต แล้วพวกเขาก็อยู่ได้

การกินเนื้อมันเป็นแค่ความพอใจของเราเอง เราไม่มีความจำเป็นต้องกินเนื้อมากไปกว่าไข่ซักฟอง หรือปลาซักตัว ต่อหนึ่งเดือน
แล้วการที่เรากินหมูกินไก่วันละสามขีด มันจะเรียกว่าจำเป็นได้ยังไง

----------

และที่สำคัญ ไม่ว่าเราจะฆ่าสัตว์หนึ่งตัวเพื่ออะไร จะเพื่อเนื้อ เพื่อหนัง เพื่องา เพื่อกระดูก
มันก็เป็นการฆ่าสัตว์หนึ่งตัวเหมือนกัน

ไม่ว่าเราจะฆ่าสัตว์หนึ่งตัวด้วยวิธีแบบไหน จะทรมาณก่อนฆ่า หรือเลี้ยงให้ดีก่อนฆ่า
มันก็เป็นการฆ่าสัตว์หนึ่งตัวเหมือนกัน

ถ้าให้ผมพูด

จะกินไก่กะทิ หรือกินไก่ตอน มันก็เลวพอกัน
ไก่กะทิทรมาณกับการถูกฝัง และกรอกกะทิ อยู่สามอาทิตย์
แต่ไก่ตอนทรมาณกับการถูกตอนเป็นเดือนๆ ชีวิตอยู่แต่ในโรงเลี้ยง บางทีตั้งแต่เกิด แสงอาทิตย์ก็ยังไม่เคยเห็น แล้วมันก็ถูกฆ่าเป็นอาหาร

ทำไมถึงต้องมาเน้นเอาเฉพาะไก่กะทิ
มาตรฐานอยู่ไหนครับ
สุดท้ายมันก็เป็นแค่เรื่อง เรายอมรับไม่ได้ หรือเราชินแล้ว เท่านั้นเองน่ะเหรอ

----------

เรามีข้ออ้างมากมายที่จะปกป้องลูกแมวน้ำจากการถูกล่าเอาหนังไปทำเครื่องประดับ
แล้วเราก็มีข้ออ้างมากมายที่จะบอกว่าการเอาหนังวัวไปทำหน้ากลองไม่เห็นจะผิดตรงไหน

ถ้าวัวน่ารักเท่าลูกแมวน้ำ เราจะปกป้องวัวหรือไม่
ถ้ามีฟาร์มแมวน้ำ เราจะปกป้องลูกแมวน้ำอยู่รึเปล่า
ถ้าแมวน้ำที่ล่าได้ เอาหนังไปทำเครื่องประดับ แล้วก็เอาเนื้อมากิน เราจะว่าอะไรหรือไม่
เราเคยรู้บ้างมั้ยว่า ลูกแกะอายุเท่าลูกแมวน้ำ ในฟาร์มแกะ ก็มีถูกฆ่าเพื่อเอาไปเป็นอาหาร แทนที่จะเป็นแกะที่โตแล้ว แล้วเราเคยต่อต้านบ้างหรือไม่

หรือเราทำได้แค่ต่อต้านไปตามกระแส

ก็ให้รู้กันไป ว่าไก่กับหมู มันเป็นแค่ตัวอะไรก็ไม่รู้ ที่เรากินได้ลงคอ

----------

การล่าสัตว์แบบสมัยเก่า ที่ถูกเรียกว่าป่าเถื่อน ผมว่ามันยังมีคุณธรรมมากกว่าการเลี้ยงสัตว์เพื่ออาหารแบบในตอนนี้ซะอีก
เพราะพวกมันยังมีสิทธิ์ที่จะสู้ จะหนี จะพยายาม ที่จะได้มีชีวิตรอด ก่อนที่จะถูกเราจับหรือฆ่าได้
และเมื่อมันถูกฆ่า มันก็ถึงได้ยอมรับว่าชีวิตมันจบที่ตรงนี้

แต่สัตว์ที่ถูกเลี้ยง ไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะบอกว่า ตัวเองมีชีวิต
มันเป็นได้แค่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ และแหล่งผลิตอาหาร
เราอยากทำหมันมันก็ทำ อยากตัดโน่นตัดนี่ก็ทำ อยากฆ่ามันเมื่อไหร่ก็ทำ
มันต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นแค่อาหาร นับตั้งแต่วันที่มันเกิดมา

นี่เหรอครับ ความสุข นี่เหรอครับ ความประเสริฐของมนุษย์ นี่เหรอครับ ใจเขาใจเรา

นี่เหรอครับ ความภูมิใจ ที่เรามีสังคมศิวิไลซ์ ไม่ป่าเถื่อน

----------

เขียนจบที่ตรงนี้ ถ้ามีคนเข้ามาอ่านในระดับนึง ก็คงมีคนที่โวยวายว่า "แล้วจะปล่อยให้ลูกแมวน้ำถูกฆ่ารึไง/แล้วจะปล่อยให้คนทรมาณไก่ทำไก่กะทิต่อไปเรื่อยๆรึไง/ดีแต่พูดขัดคนอื่น/มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ"

ที่ผมอยากพูดให้เข้าใจ คือ ช่วยกรุณาสังวรณ์หน่อยว่า
เราทำเพื่อความพอใจของตัวเอง เพื่อสนองความรู้สึกมีความสุขของตัวเองที่ได้ทำบุญ เพื่อสนองความอยากทางมโนธรรมของตัวเองเท่านั้น

เราไม่มีสิทธิ์อะไรเลย ที่ไปชี้นิ้วด่าคนอื่น ว่า คนนั้นคนนี้โหดร้าย ทำร้ายสัตว์ที่น่ารักได้ลงคอ
เราไม่มีสิทธิ์อะไรเลย ที่ไปชี้นิ้วสั่งคนอื่น ให้เลิกฆ่าสัตว์ เพราะเราคิดว่าไม่จำเป็น
แล้ว ละอายบ้างหรือไม่ ที่คิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ ที่คิดว่าตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐ

-----------

ผมเห็นมนุษย์เป็นแค่สัตว์ชนิดหนึ่งบนโลกนี้ ไม่มีความประเสริฐ ไม่มีความน่าภูมิใจ ไม่มีความสูงส่งที่ตรงไหน

เรามีพลังมากกว่าสัตว์อื่น มีความสามารถในการครอบครองมากกว่าสัตว์อื่น แล้วเราก็คิดไปเองว่าเราสูงส่ง ประเสริฐ น่าภูมิใจ ยกหางกันเองทั้งนั้น

ถึงตอนนี้ ก็มาสองมาตรฐาน เรียกร้องความประเสริฐ ความสูงส่งจากคนอื่น

ด้วยบรรทัดฐานความประเสริฐของตัวเอง

คนทำไก่กะทิยังดูประเสริฐกว่า ถ้าพวกเค้าจะยอมรับความจริงว่าตัวเองไม่ใช่สัตว์ประเสริฐ
เป็นแค่สัตว์ธรรมดาที่ทำตามความอยากของตัวเอง

ผมก็เป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่ชื่อมนุษย์ มีชีวิตอยู่เพื่อความอยากของตัวเอง
ไม่ว่าจะอยากทำอะไร เพื่อคนอื่น เพื่อสังคม เพื่อโลก เพื่อเพื่อนร่วมโลก มันก็เป็นแค่ความอยากของตัวเอง เพื่อสนองความพอใจของตัวเอง
ไม่ต่างอะไรกับคนทำไก่กะทิ ที่พอใจกับการกินของอร่อยหวานละมุนนุ่มลิ้นอย่างไก่กะทิ
และคนบางกลุ่ม ที่พอใจกับการทำตัวเป็นคนประเสริฐจนไม่มีความรู้สึกอยากกินไก่กะทิ